10/13/2009
“บนโต๊ะมีหนังสือเล่มหนึ่ง”
มนุษย์: หนังสืออะไร? ของใคร? โต๊ะตัวไหน? สีอะไร? แล้วยังไง? โต๊ะมีเก้าอี้ไหม? อยู่ในห้องอะไร? หนังสือเก่าไหม? หนังสือเปิดหรือปิดอยู่?
เครื่องจักร: หนังสือเล่มหนึ่งสมมติว่าชื่อ a วางอยู่บนโต๊ะสมมติว่าชื่อ b สรุป a อยู่บน b.
-----------------------------------------------------------------------------------------
“ไอ้ปื้ดหิวข้าวมาก ปวดท้องจะตายอยู่แล้ว”
มนุษย์: ทำไมปื้ดหิวข้าว –> ปื้ดไม่ได้กินข้าว, ทำไมปื้ดปวดท้อง –> เพราะว่าหิวข้าวและไม่ได้กินข้าว, ปื้ดอาจเป็นโรคกระเพาะ, หรือว่าปื้ดเป็นผู้หญิง? –> ปวดประจำเดือน? --> ถ้าปื้ดเป็นชายทำไมปวดประจำเดือนไม่ได้?, ปื้ดอยากเข้าห้องน้ำ –> ปวดขี้?
เครื่องจักร: ทำไมปื้ดหิวข้าว –> ปื้ดไม่ได้กินข้าว, ทำไมปื้ดปวดท้อง –> เพราะว่าหิวข้าวและไม่ได้กินข้าว.
-----------------------------------------------------------------------------------------
มนุษย์มีความสามารถในการแปลบทสนทนาแบบกำกวม โดยไม่พยายามที่จะกำจัดความกำกวมนั้น แต่เป็นการตั้งข้อสมมติและให้เหตุผลไปหลายๆทาง แตกกับคอมพิวเตอร์ที่ไม่สามารถประมวลผลกับความกำกวมได้ เพราะการทำงานต้องการคำสั่งที่ชัดเจนทุกๆคำสั่ง
NLP ตอนนี้ทุกคนก็มุ่งไปที่การกำจัดความกำกวม แต่ผมมีความเชื่อที่ต่างออกไป
ผมเชื่อว่าความกำกวมนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อจะคงลักษณะความหมายแบบ dynamic ของภาษาไว้
พูดง่ายๆก็คือ ภาษานั้น ถ้าหากเราพิจารณาประโยคหนึ่งๆ เมื่ออยู่ต่างบริบท(context) กันสามารถที่จะแปลความได้
หลายความหมาย อันนี้นักภาษาศาสตร์ทุกคนตระหนักดี
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือภาษานั้นถึงแม้จะในบริบทเดียวกัน ก็สามารถถูกแปลความหมายได้มากกว่าหนึ่งทาง
และความหมายเหล่านี้ จะต้องไม่ถูกกำจัดทิ้ง ผ่านการกำจัดความกำกวม! หากเรากำจัดมันทิ้ง
ไม่มีอะไรสามารถรับประกันว่าสิ่งนั้นจะเป็นความหมายที่เราไม่ต้องการ ยกตัวอย่างเช่น
บริบทของการท่องเที่ยว
“ท้องทะเลไทยสวยงาม เหมาะเป็นแหล่งพักผ่อน”
แปลความได้หลายอย่าง คือ
หมายถึงใต้ท้องทะเล? –> ต้องดำน้ำไปดู –> พักผ่อนโดยการดำน้ำ?
หรือหมายถึงทะเลร่วมถึงชายหาด? –> พักผ่อนแบบไหน?
ยังมีประโยคอีกหลายแบบที่ได้ความหมายมากกว่าหนึ่งอย่างในบริบทเดียวกันเช่น
“อยุธยาในตอนกลางคืนน่าท่องเที่ยวมาก โดยเฉพาะตามโบราณสถานที่มีประวัติยาวนาน”
ความหมายที่ 1 : อยุธยาน่าท่องเที่ยวจริงๆในตอนกลางคืนเพราะจะสวยงาม
ความหมายที่ 2 : อยุธยาน่าท่องเที่ยวในตอนกลางคืนเพราะจะได้เจอผี
ความหมายที่ 3 : อยุธยาไม่น่าเที่ยวเลยโดยเฉพาะในเวลากลางคืนไม่เชื่อไปลองดูสิ
จะสังเกตว่าแม้แต่ในบริบทเดียวกัน "ผลของการตีความไม่เพียงแต่ขึ้นอยู่กับบริบทเท่านั้น แต่ขึ้นกับประสบการณ์แวดล้อมที่ผู้รับสารได้ประสบมาอีกด้วย” และการตีความนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้หากได้รับข้อมูลใหม่ๆ เช่นคนที่ไม่เชื่อเรื่องผีที่ตีความเป็นความหมายที่ 2 กลับกลายเป็นตีความหมายเป็นประโยคที่ 3 เมื่อเจอผีดังนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากที่จะต้องคงความกำกวมไว้เพื่อการตีความใหม่โดยการให้เหตุผลแบบลดทอนได้ (defeasible logic) ซึ่งเครื่องมือที่เหมาะสมในการให้เหตุผลในลักษณะนี้คือ abstract argument framework(Dung 1995).
หัวฉีดตันครับ 5 5 5 เพราะเวลาใช้แก๊สมันเป็นไออ่ะ มันก็ไปจับตามส่วนต่างๆ ของห้องเผาไหม้ด้วย ถ้าไปเกาะหัวฉีด(ซึ่งรูมันก็เล็กอยู่แล้ว) มันก็มีสิทธิ์ทำให้ตันได้ครับ หรือเริ่มตัน
พอฉีดน้ำมันไม่ได้ตามปริมาณที่เครื่องกำหนด มันก็อาจจะทำให้เครื่องสั่น โดยเฉพาะรอบเดินเบาซึ่งมีการสั่งจ่ายน้ำมันน้อยกว่ารอบสูงๆ อยู่แล้ว และแน่นอน ถ้าเรากดคันเร่งเดินเบา(ตอนวอร์มน้ำมันที่รอบสูง)
ส่วนมากจะตัดเป็นแก๊สใช่ป่าวหล่ะครับ ? ต้องตั้งที่อุณหภูมิน้ำครับ อย่าไปตั้งที่รอบเครื่องเวลาเปลี่ยนชนิดเชื้อเพลิง แต่อู่ส่วนมากมันชอบตั้งที่รอบเครื่องเพราะกลัวว่า ถ้าตั้งที่อุณหภูมิ เวลาตัดเป็นแก๊ส
กลัวเครื่องดับหรือสำลัก...........แต่ระบบหัวฉีดมันสามารถสั่งตัดทีละหัวไ้ด้ ดังนั้นสมูทมากอ่ะครับ
รถกระบะที่บ้านผมก็วางสามเอสมาครับ แบบฟิกซ์ด้วย ช่วยแรกที่ทำเสร็จมีอาการเดินเบาไม่นิ่งเหมือนกัน เพราะไอ้คนขับรถมันสตาร์ทได้ก็เบิ้ลเป็นแก๊สเลย กลัวเปลืองน้ำมันจัด ผมเห็นก็ให้ลงจากรถแล้วตบกระโหลกไปหนึ่งที โทษฐาน อุตส่าห์บอกให้วอร์มสิบนาที ดันทะลึ่งสับแก๊สเลยซะนี่....หลังๆก็วอร์มนานหน่อยครับเพื่อให้น้ำหม้อน้ำร้อนพอจะอัดแก๊สจากหม้อต้มให้เป็นไอพอที่จะสันดาบอ่ะครับ
ก็ไม่มีปัญหาอะไร แถมเป็นการป้องกันหัวฉีดอุดตันด้วย ทุกวันนี้ไม่เคยมีปัญหาเดินเบาน้ำมันหรือวิ่งน้ำมันไม่นิ่งอีกเลยครับ
ผมว่าถ้าจะให้ดีก็ต้องวอร์มน้ำมันทุกเช้านานหน่อย และก่อนดับเครื่องก็ตัดกลับมาน้ำมันอ่ะครับ หรือสลับวิ่งกับน้ำมันเพื่อให้ระบบหัวฉีดได้ทำงานครับ เดี๋ยวนี้ไม่อยากโทษปัญหาการติดตั้งเท่าไหร่
ผมว่ามันก็มีมาตราฐานของมันอยู่ แต่อยากโทษอาการของการใช้เชื้อเพลิงผิดประเภทมากกว่าครับ เราต้องเข้าใจเรื่องนี้ให้ได้ก่อน ไม่ใช่โทษรถครับ รถมันออกแบบมาใช้เบนซินครับ
เราต้องการประหยัดโดยการดัดแปลงไปใช้แก๊ส เราต้องดูคุณสมบัติของเชื้อเพลิงชนิดนี้ด้วย และต้องเข้าใจระบบกลไกเครื่องยนต์ด้วย
จริงๆ ไอ้อาการเหล่านี้ วัดด้วยเครื่องคอนเซาท์ทูก็เจอหมดแระครับ ไม่ต้องมานั่งรื้ออะไรกันมั่วซั่วหรอก ถ้าเป็นอู่เปอโยต์จับถอดขั้วแบต ถอดหัวฉีดมาแช่น้ำยาล้างแล้วเป่าให้สะอาดแล้วใส่ หายทุกคันครับ
อาการของรถติดแก๊สนะ ผมอยากให้ตัดไอ้พวกปัญหาตัววัดรอบเดินเบา หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ไปให้หมดก่อน เพราะส่วนมากเป็นแก๊สระบบหัวฉีด มันก็ฉีดเข้าท่อไอดีเลย ไ่ม่ได้ไปยุ่งกับตัวชดเชยรอบเดินเบา ลิ้นปีกผีเืสื้อใดๆ ทั้งสิ้น (ยกเว้นฟิกซ์มิกเซอร์) และไอ้อาการแบล็คไฟ ทะลุท่อไอดีนี่ ถ้าระบบหัวฉีดไม่ค่อยเกิดหรอกรับ เว้นซวยจริงๆ ประเภทสั่งจ่ายแก๊สบางมากๆ หรือหัวเทียนมันไฟเข้าไม่เต็มที่ทำนองนี้ แก๊สหนาไป เผาไม่หมด ซึ่งผมว่าน้อยยยยย ส่วนปัญหาระบบไฟ คอยล์จริงๆ ปลายเหตุมากไม่เกี่ยวเลย เว้นมันจะทะึลึ่งเสียขึ้นมาพอดี
เช็ึึคกำลังอัดก็ไม่เกี่ยวครับ กำลังอัดวัดจากแหวนกระบอกสูบ ส่วนวาล์วแค่มีส่วนป้องกันการลีกของอากาศเท่านั้นครับ จะวัดทำไมครับในเมื่อแม้กำลังอัดจะไม่เท่าสเปก แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเบาดับเลยครับ
เสริมอีกนิดนะครับ ถ้ากำลังอัดมันหายมากๆ จะมีผลต่ออัตราเร่งแน่นอนครับ จะสลับแก๊สหรือน้ำมันก็ย่อมมีผลครับ ดังนั้นกรณีนี้เป็นเฉพาะน้ำมันเบนซิน ไม่เกี่ยวกับกำลังอัดครับ
ส่วนระบบวาล์วอันนี้จะมีผลกับรอบเดินเบาไม่นิ่ง แต่ไม่ดับครับ แต่จะสั่นครับ เพราะวาล์วเริ่มมีอาการยัน ถ้าพบอาการเครื่องสั่น(แต่ยังวิ่งดี) ก็เตรียมตัวตั้งวาล์วได้เลย
ส่วนเรื่องน้ำยาล้างหัวฉีด ผมว่าของยี่ห้ออะไรก็เหมือนกันแหละ ถ้านิสสันหายาก ของโตต้าก็มี ตามร้านอะไหล่อ่ะครับ ขวดดำๆ ราคาไม่แน่ใจสองสามร้อยมั๊งครับ
(โตต้าหาง่ายเพราะ แท็กซี่โตต้าเยอะไง 5 5 5 )
น่าจะเคลียร์เลยนะเนี่ย.......นานๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เข้ามาตอบในบอร์ดแก๊สสักที
ช่วงนี้ผมว่าคอแก๊สน่าจะมีความสุขขึ้น เพราะน้ำมันวันนี้ขึ้นอีก 1.55 แล้ว และจะทะยอยขึ้นแบบขั้นบันไดอีกจนได้ห้าบาท.........เห่อออออ
การแยกการให้เหตุผลสองชนิดนี้ออกจากกันบ้างที่ก็เหมือนยาก แต่จริงๆไม่มีอะไร
อุปนัยอย่างเข้มก็คือมีเหตุที่จะสรุปไปหาผลลัพธ์ที่อาจจะเป็นจริง
อุปนัยอย่างอ่อนคือไม่มีอะไรเป็นเหตุที่จะเชื่อมโยงไปหาผล
ตัวอย่างของอุปนัยอย่างเข้มคือ
อีกาตัวที่ 1 สีดำ
อีกาตัวที่ 2 สีดำ
อีกาตัวที่ 3 สีดำ
อีกาตัวที่ n สีดำ
สรุป อีกาทุกตัวสีดำ
สังเกตว่าอุปนัยอย่างเข้มนั้นสรุปเอาจากเหตุนั้นคืออีกาทั้งหมดที่เราเห็นเป็นสีดำ
ตัวอย่างของอุปนัยอย่างอ่อนคือ
อีกาตัวที่ 1 สีดำ
อีกาตัวที่ 2 สีดำ
อีกาตัวที่ 3 สีดำ
อีกาตัวที่ n สีดำ
สรุป อีกาตัวถัดไปสีดำ
สังเกตว่าอุปนัยอย่างอ่อน ไม่มี ความเชื่อมโนงระหว่าง เหตุ ก็คือ อีกกาที่เราพบเป็นสีดำ ไปหาผล ก็คือ อีกาตัวถัดไปที่เราจะพบก็มีสีดำด้วย
ถึงแม้มันจะฟังดูเหมือนเป็นเหตุเป็นผลกัน แต่มันอยู่บนสิ่งที่เรียกว่าความน่าจะเป็น ไม่ใช่เหตุผล นั้นคืออีกกาตัวถัดไป น่าจะ มีสีดำด้วย
7/20/2009
คนที่ใช้งานเอ็มบ่อยๆ บางคนอาจจะสังเกตเห็นส่วนนี้
ซึ่งมันจะ Update ว่าเพื่อนๆของเราทำอะไรกับ M หรืออัพ Spaces
แต่ว่ามันสามารถเพิ่มข้อความว่าเรา Twitt หรือ Status ใน facebook ได้ด้วย
ให้เข้าไปที่ http://home.live.com ถ้ายังไม่ login ระบบจะให้ login ก็รหัสผ่านตัวเดียวกับที่เข้า mail นั่นแหละ
จากนั้นสังเกตตรงนี้
กดเข้าไปเลยแล้วเลือกบริการที่เราต้องการจะลิงค์
กดแล้วมันอาจจะให้เราใส่รหัสผ่านของ facebook เพื่อ connect
กด Connect เป็นอันเสร็จพิธี เพียงเท่านี้เวลาเราอัพเดท Twitt หรือ facebook ก็จะไปโผล่ใน M ด้วยแล้ว
7/19/2009
รายการของที่ต้องการ
1. Motherboard Intel BLKD945GCLF2 Atom 330 มี CPU ติดมาในตัว ประมาณ 3000
2. จอ LCD ไม่ต้องสวยเว่อร์มาก็ได้ - ไปดูคลองถม
3. SSD หามือสองจาก ebay ก็ได้ แค่ 16 G ก็เหลือ
แก้ไข เอา SSD CF-ใช้แบบ 2-SSD Adapter ได้ไปหาแถวเซียร์ พร้อมกับ CF 8GB สักสองตัว
4. PowerSupply เอาแบบที่รับไฟจากหม้อแแบตได้เลย
5. Ram DDR2 สำหรับใส่กับ board ข้างบน ประมาณ 1,500.
ปล. เมาส์ + คีย์บอร์ดต่อ USB เอา
7/16/2009
จากคราวก่อน สังเกตว่าไฟหรี่รถมันเน่าๆ ดำๆ
เลยรื้ออกมาดูหน่อยสิ๊ว่ามันเป็นยังไง นึกว่าจะรื้อง่ายเพราะว่าไม่มีกาวประเก็นเหมือนโคมหน้า
เลยเอาไขควงแงะๆๆๆ ที่ไหนได้มันล่อซิลิโคนติดเลย แงะซะร้าวเลย ดีที่ไหวตัวทัน
ค่อยๆง้างตัวถ้วยพลาสติกด้านนอกแทน ดูรอยร้าวตรงปลายไขควง
ทีนี้หันมาดูตัวโคมบ้าง โอว แม่เจ้า เน่าได้ใจมาก

ความเน่าดังภาพ ที่นี้ก็เอาไขควงแบนๆตะกี้่นี้ละ ขูดๆๆๆๆ เอาของเก่าออกให้หมด เหมือนจะง่ายแต่ล่อไปตีเกือบเช้า
จากนั้นก็ถึงคิวพระเอกของเราออกโรง
ชะแว้บบบ
อันนี้เป็นการเปิดตัวนักแสดง
ประกอบคืนที่
55 เทพ DIY ได้ถือกำเนิดแล้ว
7/12/2009
รูปแบบ(pattern) นั่นเป็นสิ่งแท้จริงที่สุดที่ลวงตาที่สุด เราเห็นมันอยู่ทุกที่ มันเปรียบเสมือนม่านบังตาที่เรามองเห็นแต่เราไม่รู้สึกถึงมัน
พิจารณาแก้วอันสวยงามดูแวววาว แท้จริงแล้วมันคือผลึกของเม็กทรายที่เกาะเกี่ยวกันในลักษณะที่ยอมให้แสงเดินทางผ่านได้ หรือเพชรเม็ดงามก็คือพันธะคาร์บอนที่จับตัวกันในโครงสร้างจำเพาะนึงๆทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าเพชร ลองจินตนาการดูสิว่าถ้าหาก “แบบ” ของโมเลกุลคอร์บอนนั้นเปลี่ยนไปเป็นแบบชั้นผลึกวางซ้อนกัน จะมีใครเอาไปสวมใส่เป็นแหวนบางเพราะว่ามันคือกราไฟต์หรือไส้ดินสอที่เราใช้เขียนกันอยู่ทุกวัน แต่แท้จริงแล้วสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นของสองอย่างนี้เหมือนกันทุกประการ มันน่าแปลกหรือไม่
ทำไมเราถึง”เชื่อ”ว่าสิ่งต่างๆมีค่าสำหรับตัวเรา
มันเป็นเพราะเรายึดมั่นเอาใน “แบบ” นั้นๆใช่หรือไม่
ชีวิตคนเมื่อตายลง สิ่งที่เกิดขึ้นแท้จริงก็คือการเปลี่ยนรูปแบบอีกครั้ง จริงๆแล้วชีวิตมนุษย์เรามีการเปลี่ยนแปลง แบบ ตลอดเวลา ลองนึกถึงผมและเส้นขน เล็บ ขี้เหงื่อไคล้ แต่น่าแปลกไม่มีใครมาจัดงานศพให้กับการตายไปของเซล์ในร่างกายหรือการสู่เสียหน้าตาอันเยาววัย? จริงๆแล้วการที่เราเสียใจในการจากไปของชีวิตนั่นคือเราเสียใจให้กับแบบ ที่สูญสลายไป ทั้งๆที่เรายึดมั่นมานานว่าแบบนี้ควรค่าแก่การดำรงอยู่ ควรค่าแก่การอยู่รอด.
จริงๆแล้วเรากลัวตายเพราะว่าเรากลัวว่าจะความทรงจำ(หรือรูปแบบของโครงประสาทที่ทำหน้าที่แทนความจำ)นั้่นจะสูญสลายไป สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งมีค่ามากสำหรับชีวิตคนคนนึง คนที่จำอะไรไม่ได้เลย ยอมไม่มีความกลัวตายอยู่ในจิตสำนึก ดังเช่นทารกแรกเกิด หลายคนอาจเถียงว่าเด็กทารกก็กลัวตายเป็นเช่นกัน เช่นความสามารถในการว่ายน้ำได้ หรือความสามารถในการกินอาหาร คำตอบคือสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่พฤติกรรมที่เกิดจากประสบการณ์ แต่เป็นความสามารถที่ถูกฝั่งมาในสายพันธุกรรมเพื่อรับประกันความอยู่รอดของ “แบบ” DNA นั้นๆ
กับคำถามที่ว่าเรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไรนั้น ถ้าตอบในเชิงของรูปแบบ จะได้ดังนี้
”เรามีชีวิตอยู่เพื่อดำรงความมีอยู่ของรูปแบบ” ถ้าพูดให้ชัดเจนคือธรรมชาติสร้างให้เราเป็นตัวแทนความดำรงอยู่ของแบบ.
คำถามคือ ทำไมต้องทำเช่นนั้น
พิจารณาดูก้อนหินถึงมันจะแข็งแต่มันก็สูญเสียแบบของมันไปตลอดเวลามันถูกกัดกร่อนไปเรื่อยๆ ธรรมชาติต้องการที่จะสร้างแบบที่สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมได้ สิ่งมีชีวิตจึงได้เกิดขึ้นนั่นเอง
อาจมีบางคนสับสนและยกข้อถกขึ้นมาว่าจริงๆแล้วเราไม่ได้อดทนต่อการเปลี่ยนแบบเลย เราสามารถถูกทำลายได้ง่าย ง่ายมากกว่าก้อนหินก้อนนึง
คำตอบของคำถามนี่คือธรรมชาติไม่ได้พยายามสร้างให้ปัจเจกบุคคลดำรงอยู่ได้ แต่ต้องการทำให้”เรา”ดำรงอยู่ได้ เราจึงต้องมีการเผชิญกับสภาพแวดล้อมต่างๆนานาๆ และต้องต่อสู้เพื่ออยู่รอด จากนั้นเราจะถ่ายทอด “แบบ” ที่ควรอยู่รอดนี่ไปยังรุ่นถัดไปเรื่อยๆ ดังนั้นเราถึงดำรงอยู่
ถ้าปราศจากรูปแบบแล้วเราจะไม่มีอะไรเลย อย่างน้อยที่สุดก็ข้อความที่กำลังอ่านอยู่นี้ก็อยู่ในรูปแบบที่เรียกกันว่าภาษา.
อันนี้เป็นลักษณะของุมุมมองที่ยอมแพ้ต่อโลก และยอมรับว่าตอนเองนั้นไม่มีทางเลือก
เป็นการโยนความผิดทั้งหมดให้ปัจจัยแวดล้อม คนเหล่านี้มักจะมีปัญหาในเรื่องการตัดสินใจ
เนื่องจากมีความกลัวผลกระทบที่จะตามมาหากผิดพลาด
เราจะมีนิยามคำว่า “ผิด” “ถูก” หรือว่า “ดี” “ไม่ดี” ซะก่อน สิ่งเหล่านี้บางคนอาจจะประหลาดใจและไม่เห็นด้วยกับผมอย่างรุนแรง
แต่สิ่งที่เป็นความ ดี ไม่ดี นั้นสังคมเป็นผู้กำหนด ถ้าหากเราเกิดในสังคมที่ทุกคนเห็นว่า การเรียงกระป๋องโค้กให้สูงที่สุดได้เป็นเรื่อง
ที่ดีและน่าภูมิใจ คนในสังคมนั้นก็จะมีแนวโน้มที่จะแข่งขันกันเรียงกระป๋องโค้กเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากคนใน “สังคม” นั่นเอง
อาจจะมีมหาวิทยาลัยที่เปิดเพื่อเรียงกระป๋องโค้กไปจนถึงระดับปริญญาเอกเลยที่เดียว
สิ่งที่ผมยกตัวอย่างมานี้อาจจะเป็นเรื่องที่ดูสุดขั้วและไม่น่าจะเป็นความจริงได้เลยเราลองมาดูตัวอย่างที่เป็นจริงมากขึ้นอีกหน่อย
”สังคม” ตะวันตกนั้นมีธรรมเนียมว่าเมื่อลูกอายุเกิน 18 ปีแล้วก็ถึงเวลาที่ลูกจะต้องแยกตัวออกจากผู้ปกครอง เด็กคนไหนที่ไม่แยก
ตัวออกไปก็จะถูกมองว่ามีปัญหาและไม่มีความสามารถในการใช้ชีวิต ซึ่งขัดแย้งกับสังคมไทยโดยเฉพาะสังคมชนบท การที่ลูกแยกตัวออกไป
นั้นแสดงถึงการไม่ดูแลเอาใจใส่ การไม่รักครอบครัว และอาจจะถูกมองว่าเป็นเด็กมีปัญหาเป็นต้น
สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันอย่างดีว่า”สังคม”เป็นตัวกำหนดความ”ดี” “เลว”
อาจมีคนแย้งว่าถ้าเป็นแบบนี้ เกิดเป็นโจร ทำตัวแบบโจรยอมไม่ผิด นั่นเป็นคำพูดที่ถูกต้องอยู่แล้ว
คำกล่าวนี้จะเป็นจริงก็ต่อเมื่อ”ทุกคน”ในสังคมนั้นเป็นโจรกันหมด หรือก็คือ คนส่วนมากในสังคมนั้นเห็นพ้องกันว่า
”การเป็นโจร” เป็นสิ่งที่”ดี” แต่ถ้าไม่ใช่ การทำตัวแบบโจรนั้นยอมผิดและไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่ว่าคุณจะเป็นอะไรก็ตาม
นี่คือปัญหาพื้นฐานของคนที่ทำผิดผลาดอยู่บ่อยครั้ง นั่นคือการปิดตนเองและไม่รับรู้สังคม ยกความเชื่อตนเองเป็นใหญ่
คนเหล่านี้จะทำตาม “กฏ” ของตนเองอย่างเคร่งครัด แต่ “กฏ” เหล่านั้นจะไม่มีเปลี่ยนแปลง ตัดขาดจากความเป็นจริงภายนอก
เพราะว่าโลกภายนอกนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การทำเช่นนี้จึงก่อให้เกิดปัญหาในหลายๆครั้งที่ความเชื่อของตนเองนำไปสู่การปฏิบัติ
หรือก็คือการตอบสนองต่อโลกภายนอกนั่นเอง
7/4/2009
มีผู้ชมทางบ้านถามกันเข้ามาว่าทำไมคนเราต้องนินทา
วิเคราะห์กันแบบถึงแก่น
ผู้อ่านทุกคนคนจะไม่มีใครไม่เคยนินทาผู้อื่นในเรื่องเล็กๆน้อยๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นธรรมชาติของพฤติกรรมทางสังคม
พึ่งสังเกตว่าทุกครั้งที่เราพูดนินทาผู้อื่นเราจะรู้สึกว่าเรามีความ "เหนือกว่า" ในเรื่องนั้นๆเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ถูก "นินทา"
จุดประสงค์หลักโดยเนื้อแท้ของการนินทาว่าร้ายคนอื่นโดยที่ไม่มีมูลเหตุอันสมควรหรือแม้กระทั่งอีกฝ่ายไม่มีสิทธิจะตอบโต้นั้น
โดยหลักทางจิตวิทยาแล้วไม่ได้มีอะไรมากไปกว่ากลไกพิเศษในการปกป้องตนเองทางจิต
ได้แก่การหยิบยกประเด็นที่ผู้พูดนั้นจะลอยตัวอยู่เหนือประเด็นนั้น จากนั้นจะโจมตีผู้ที่ถูกกล่าวถึงในประเด็นนั้นๆ
การกระทำเช่นนี้ อาจมีการเพิ่มความน่าเชื่อถือโดยการยกเอาเหตุผลเชิงเปรียบเทียบมาเสริมเพื่อให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน
หรือการเพิ่มคุณค่าให้ตนเองโดยการนำเสนอความคิดที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นสิ่งที่ดีและใกล้เคียงกับสิ่งที่เรียกว่า "ดี" ในสังคมนั้นๆ
เพื่อให้ตนเองเป็นที่ยอมรับในกลุ่ม ลักษณะของบุคคลที่ชอบกล่าวร้ายคนอื่นอยู่บ่อยๆนั้น เชื่อกันว่าจะมี "ปม" ที่เกิดจากการเลี้ยงดูในวัยเด็ก
และไม่มีการพัฒนาภาวะทางอารมณ์ หรือการพัฒนาภาวะทางอารมณ์ถูกขัดขวาง ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติคือ "จิต"
จะต้องหาสิ่งทดแทนเพื่อปกป้องอัตตาของตนเองไว้ กล่าวคือเพื่อเป็นการย้ำให้ตนเองเชื่อว่าตนเองนั้นดีที่สุดและตัวตนของตนเองนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
พึ่งสังเกตว่าความพึ่งพอใจ ในลักษณะของการนินทาว่าร้ายนั้นจะไม่คงอยู่ยาวนานนัก ผู้ที่มีพฤติกรรมจึงมีแนวโน้มที่จะกระทำซ้ำๆเพื่อที่จะได้"เสพ"
ความสุขที่ได้รับจากความรู้สึกกว่าตนเองเป็นผู้ชนะ นอกจากผู้พูดแล้ว มีความเป็นไปได้ว่าผู้ฟังที่มีลักษณะพื้นฐานทางจิตใจที่คล้ายคลึงกัน
จะพลอยได้รับอานิสงค์ของการ"เสพ"ความพึ่งพอใจอันนี้ด้วย และในที่สุดจะเป็นความรู้สึกในลักษณะพวกพ้อง กล่าวคือความรู้สึกว่า
ตนเองได้มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องและมีความใกล้ชิดกับผู้พูดมากขึ้น มีสิ่งที่รับรู้ร่วมกัน นั่นคือมีคนที่ยอมรับอัตตาของตนมากขึ้น
ปกติแล้วการนินทานั้นจัดเป็นพฤติกรรมทางสังคมที่จะกระชับความสัมพันธ์กันในกลุ่มทางสังคมนั่นๆ เราจึงมักสังเกตได้บ่อยครั้งว่า
ผู้ที่กระซิบกระซาบกันนั้น มักจะอยู่ในลักษณะความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเช่น คนรัก เพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัว.
ผู้ที่มักนินทาว่าร้ายผู้อื่นอยู่บ่อยครั้งมากจนเกินพอดี จัดเป็นความผิดปกติทางจิต
ผู้ป่วยจะมีพฤติกรรมใกล้เคียงกับผู้ที่ติดยาเสพติดนั้นคือ ต้องค้นหาสิ่งที่จะมาบำบัดความต้องการหรือ"เสพ"มากขึ้นเรื่อยๆ
จนท้ายที่สุดผู้ป่วยจะมีลักษณะผิดปกติทางจิตอันได้แก่การสูญเสียความสามารถในการรับรู้โลกภายนอก ความเคารพในตนเองและผู้อื่นเป็นต้น
ท้ายนี่มีคำดีๆเอาไว้เตือนใจก่อนที่จะว่าร้ายผู้อื่นทั้งต่อหน้าและลับหลัง
ก่อนจะว่าร้ายผู้อื่นในพิจารณาตนเองก่อนว่าเราไม่มีลักษณะเช่นนั้นใช่หรือไม่
ถ้า "ใช่" เราไม่ควรนินทาว่าร้ายคนอื่นเนื่องจากเรามีในสิ่งที่คนที่เรากล่าวถึงไม่มี นั่นหมายความว่าเราไม่ "ขาด" และจิตของเราไม่ต้องการกลไกปกป้อง
ทำนองเดียวกับที่เจ้านายไม่นินทาบ่าว พ่อแม่ไม่นินทาลูกนั่นเอง เพราะว่าบุคคลเหล่านี้ล้วนแต่อยู่ในสถานะที่สูงกว่าทั้งสิ้น
ถ้า "ไม่ใช่" เราไม่ควรว่าร้ายคนอื่นเพราะเปรียบเสมือนการว่าร้ายตนเอง ผู้คนที่ได้รับฟังอาจจะรู้สึกสมเพชเราเองก็เป็นได้
คราวหน้าเราจะมาต่อกันที่ "มุมมอง" ของผู้ที่มักจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต
การมองโลกในลักษณะ "เกิดเป็นลูกโจร ทำแบบโจรยอมไม่ผิด" หรือ "ตัวเราเป็นอย่างนี้ เราเป็นตัวของตัวเอง เราไม่ผิด"
อันนี้เป็นลักษณะของคนที่ยอมแพ้และจะเชื่อมโยงไปถึงพฤติกรรมต่างๆที่ทำให้ล้มเหลว...ในตอนหน้าครับ.
6/25/2009
I know what is the emotional consequence, however, to avoid bad or good feeling is so hard.
Because I, as the human-being, have been designed this way.
Why?
There must be some reasons.
One reason that I can see is to guarantee the matching process in order to preserve our existence.
I know what is the choice leading to, but I just got a side-effect… inevitable.
6/24/2009
Don’t try to bother say “I’m sorry”. Just to avoid the consequence.
If you done something to the other, take its re-action.
This world is not only for you. Don’t think that everything should happen as you think.
Especially, you don’t have anyway to control anyone.The most thing you could do is to convince him.
No matter how hard you and long you cry, it’s only local effect.
The world still as it before, not even a millisec to stop for you.
And hope that he would agree with you and forgive you.
6/23/2009
It’s very hard to control a guy who more clever than you.
But, it’s impossible to control him if you don’t really realize how far he is clever than you.