Songphon's profileSongphon's amusing blog.PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    7/27/2009

    ทดสอบ EQ กันดูหน่อยไหม

    image

    ไปตามลิงค์เลยพี่น้อง http://www.nph.go.th/test/eqtest/eqtest.html

    7/20/2009

    ทำให้ Update ใน Facebook มาโผล่ที่ What’s new ใน WLM(MSN) กันเถอะ

    คนที่ใช้งานเอ็มบ่อยๆ บางคนอาจจะสังเกตเห็นส่วนนี้

    image

    ซึ่งมันจะ Update ว่าเพื่อนๆของเราทำอะไรกับ M หรืออัพ Spaces
    แต่ว่ามันสามารถเพิ่มข้อความว่าเรา Twitt หรือ Status ใน facebook ได้ด้วย

    ให้เข้าไปที่ http://home.live.com ถ้ายังไม่ login ระบบจะให้ login ก็รหัสผ่านตัวเดียวกับที่เข้า mail นั่นแหละ
    จากนั้นสังเกตตรงนี้

    image

    กดเข้าไปเลยแล้วเลือกบริการที่เราต้องการจะลิงค์

    image 

    กดแล้วมันอาจจะให้เราใส่รหัสผ่านของ facebook เพื่อ connect

    image

    กด Connect เป็นอันเสร็จพิธี เพียงเท่านี้เวลาเราอัพเดท Twitt หรือ facebook ก็จะไปโผล่ใน M ด้วยแล้ว

    7/19/2009

    Project จับ PC ไปใส่ในรถ

    รายการของที่ต้องการ
    1. Motherboard Intel BLKD945GCLF2 Atom 330  มี CPU ติดมาในตัว ประมาณ 3000
    2. จอ LCD ไม่ต้องสวยเว่อร์มาก็ได้ - ไปดูคลองถม
    3. SSD หามือสองจาก ebay ก็ได้ แค่ 16 G ก็เหลือ
        แก้ไข เอา SSD CF-ใช้แบบ 2-SSD Adapter ได้ไปหาแถวเซียร์ พร้อมกับ CF 8GB สักสองตัว
    4. PowerSupply เอาแบบที่รับไฟจากหม้อแแบตได้เลย
    5. Ram DDR2 สำหรับใส่กับ board ข้างบน ประมาณ 1,500.
    ปล. เมาส์ + คีย์บอร์ดต่อ USB เอา

    7/16/2009

    ชุบชีวิตไฟหรี่เน่าๆ

    จากคราวก่อน สังเกตว่าไฟหรี่รถมันเน่าๆ ดำๆ
    เลยรื้ออกมาดูหน่อยสิ๊ว่ามันเป็นยังไง นึกว่าจะรื้อง่ายเพราะว่าไม่มีกาวประเก็นเหมือนโคมหน้า
    เลยเอาไขควงแงะๆๆๆ ที่ไหนได้มันล่อซิลิโคนติดเลย แงะซะร้าวเลย ดีที่ไหวตัวทัน
    ค่อยๆง้างตัวถ้วยพลาสติกด้านนอกแทน ดูรอยร้าวตรงปลายไขควง


    DSC05016

    ทีนี้หันมาดูตัวโคมบ้าง โอว แม่เจ้า เน่าได้ใจมาก

    DSC05015

    ความเน่าดังภาพ ที่นี้ก็เอาไขควงแบนๆตะกี้่นี้ละ ขูดๆๆๆๆ เอาของเก่าออกให้หมด เหมือนจะง่ายแต่ล่อไปตีเกือบเช้า

    จากนั้นก็ถึงคิวพระเอกของเราออกโรง
    DSC05017 
    ชะแว้บบบ

    DSC05018

    อันนี้เป็นการเปิดตัวนักแสดง

    DSC05019

    ประกอบคืนที่

    DSC05021

    55 เทพ DIY ได้ถือกำเนิดแล้ว

    ทำโคมไฟหน้าใสกิ๊ง

    วันนี้กลับจาก AIT ถึงบ้านตีสอง กลับไวเพราะว่าร้อนวิชาอยากลอง DIY ด้วยเหตุที่ไฟหน้าเหลืองอ๋อย
    เพราะเป็นโคมพลาสติกที่เก่ามากแล้ว กลับมาถึงก็จัดการหาเครื่องไม้เครื่องมือเพื่อจะถอดออกมาล้างด้านในโคม
    ด้วยความเข้าใจผิดคิดว่ามันเหลืองด้านใน ได้ที่เป่าผมแม่มาอันนึง แฮ่ๆพร้อมแล้ว

    เริ่มด้วยถอดกระจังหน้าซะก่อน ฮ่าฮ่า งานหมูกินกล้วยเลย เรานี่เก่งจริงๆ ถอดน็อตแค่สามตัวกระจังหน้าก็หลุดออกโดยง่ายดาย
    ผลิกไปผลิกมา เชยได้ใจ วันหลังจะต้องเปลี่ยนนนน วันนี้เอาไฟใสให้ได้ก่อน

    ต่อไปถอดไฟหรี่ซะก่อน ขันน๊อตออก 1 ตัวตรงนี้ ขันเสร็จสรรพ…อ้าว
    ดึงไม่ออกแฮะหรือว่าติดตรงไหนอีก กล้าๆกลัวๆ เอาไฟส่องๆหาน็อตก็ไม่มี
    ส่องๆอยู่เป็นสิบนาทีเลยตั้งสินใจออกแรงอีกนิดนึง… พล็อบบบบ หลุดเลย
    DSC05009
    เอาละทีนี้มาถอดขั้วสายไฟ แต่เอ๊ะชะอ้าว อะไรเนี่ย มีการต่อสายแบบลัดด้วย

    อะไรคือเหตุผล? ผลิกไปผลิกมา อ๋อขั้วมันหักเน๊อะ แหมซ่อมดีๆก็ไม่กี่ตัง วันหลังถ้าเจอต้องซื้อเก็บไว้ซ่อม
    DSC05008
    เอาละเมื่อ ดึงออกไม่ได้ก็วางไว้ข้างๆรถนั่นแหละ เอากล่องมารองไว้สายจะได้ไม่ขาด
    ต่อไปก็ถอดโคม ไม่ยากเท่าไร ควรนี้รู้แนว ถอดน๊อตสามตัว ออกแรงแบบดึงนิดนึงก็หลุด
    เจองานยากละด้วยความที่ไม่เคย นั่งเอาไดรเป่าผม มาเป่าๆ เป่าจนมีพอง เป่าไปมันก็ค่อยๆแงะได้ทีละนิด
    จะแงะแรงก็กลัวแตกรถมันเก่า สุดท้ายก็แงะสำเร็จ เงยหน้ามาดูนาฬิกาอีกตีสี่!!!

    ใช้เวลาแงะไปร่วมสองชั่วโมง มือพองไปหมด แต่ด้วยความมันส์ รู้งี้เรียนช่างกลก็คงดี
    จัดแจงเอาไปแช่น้ำล้าง … ผลคือ เหลืองเหมือนเดิม
    เอาซันไลท์ใส่ ก็ไม่ออก
    เอาน้ำยาเช็ดกระจกเช็ดก็ไม่ออก
    สุดท้ายเอาน้ำส้มสายชูขัดด้วยสก๊อตไบร์ท อ้าวงานเข้า มัวกว่าเดิมอีก
    วิ่งขึ้นมาเปิดอินเตอร์เน็ต ไอ้เว็บที่เราไปดูวิธีทำโคมใสมา
    แม๊มันขัดแค่ด้านนอกก็ใสปิ๊ง ให้เราโง่อยู่หลายชั่วโมง

    สุดท้ายต้องประกอบคืน ลองเช็ดระบบไฟดูเน่าไม่เน่าใช้ได้
    วันนี้เพลียละ ได้แต่ EXP เต็มๆ ไม่ได้ผลงานเลย

    ------------------------------------
    วันต่อมา วิ่งไปหากระดาษทราบเบอร์ 1500 กับ 2000 มาแต่ไม่มี ได้แค่ 1200
    เอาน่ะ 1200 ก็ได้พร้อมเครียมกาน่า 60 บาท เอามาขัดๆๆๆๆ
    ผลลัพธ์ได้ดังนี้ เปรียบเทียบกับอีกข้างที่ยังไม่ขัด


    DSC05013DSC05012 

    ใสกิ๊งงงงงงงง

    7/13/2009

    เอาคอมพิวเตอร์ไปใส่ในรถ

        ไปเห้นบทความของคนที่เอาคอมพิวเตอร์ไปใส่ในรถยนต์แล้ว เข้าท่าดี แต่ยังไม่สมใจตรงที่มันยังไม่ intigrate กับรถเท่าไร ก็เหมือนเอาเครื่องคอมไปดูนั่งฟังเพลงเท่านั้นเอง แบบนี้ไม่ต้องคอมพิวเตอรืก็ได้ม้างงงง

        ถ้าว่างเมื่อไรจะทำที่สแกนลายนิ้วมือสำหรับล็อครถซะเลย แถมด้วยระบบสั่งงานด้วยเสียงเป็นไง เว่อร์ดีไหม 55

    Quote

    http://www.english.thaiio.com/diy-car-pc-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87-computer-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c/
    7/12/2009

    ไม่มีรูปแบบก็คือไม่มีอะไรเลย

    รูปแบบ(pattern) นั่นเป็นสิ่งแท้จริงที่สุดที่ลวงตาที่สุด เราเห็นมันอยู่ทุกที่ มันเปรียบเสมือนม่านบังตาที่เรามองเห็นแต่เราไม่รู้สึกถึงมัน

    พิจารณาแก้วอันสวยงามดูแวววาว แท้จริงแล้วมันคือผลึกของเม็กทรายที่เกาะเกี่ยวกันในลักษณะที่ยอมให้แสงเดินทางผ่านได้ หรือเพชรเม็ดงามก็คือพันธะคาร์บอนที่จับตัวกันในโครงสร้างจำเพาะนึงๆทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าเพชร ลองจินตนาการดูสิว่าถ้าหาก “แบบ” ของโมเลกุลคอร์บอนนั้นเปลี่ยนไปเป็นแบบชั้นผลึกวางซ้อนกัน จะมีใครเอาไปสวมใส่เป็นแหวนบางเพราะว่ามันคือกราไฟต์หรือไส้ดินสอที่เราใช้เขียนกันอยู่ทุกวัน แต่แท้จริงแล้วสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นของสองอย่างนี้เหมือนกันทุกประการ มันน่าแปลกหรือไม่

    ทำไมเราถึง”เชื่อ”ว่าสิ่งต่างๆมีค่าสำหรับตัวเรา
    มันเป็นเพราะเรายึดมั่นเอาใน “แบบ” นั้นๆใช่หรือไม่

    ชีวิตคนเมื่อตายลง สิ่งที่เกิดขึ้นแท้จริงก็คือการเปลี่ยนรูปแบบอีกครั้ง จริงๆแล้วชีวิตมนุษย์เรามีการเปลี่ยนแปลง แบบ ตลอดเวลา ลองนึกถึงผมและเส้นขน เล็บ ขี้เหงื่อไคล้ แต่น่าแปลกไม่มีใครมาจัดงานศพให้กับการตายไปของเซล์ในร่างกายหรือการสู่เสียหน้าตาอันเยาววัย? จริงๆแล้วการที่เราเสียใจในการจากไปของชีวิตนั่นคือเราเสียใจให้กับแบบ ที่สูญสลายไป ทั้งๆที่เรายึดมั่นมานานว่าแบบนี้ควรค่าแก่การดำรงอยู่ ควรค่าแก่การอยู่รอด.

    จริงๆแล้วเรากลัวตายเพราะว่าเรากลัวว่าจะความทรงจำ(หรือรูปแบบของโครงประสาทที่ทำหน้าที่แทนความจำ)นั้่นจะสูญสลายไป สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งมีค่ามากสำหรับชีวิตคนคนนึง คนที่จำอะไรไม่ได้เลย ยอมไม่มีความกลัวตายอยู่ในจิตสำนึก ดังเช่นทารกแรกเกิด หลายคนอาจเถียงว่าเด็กทารกก็กลัวตายเป็นเช่นกัน เช่นความสามารถในการว่ายน้ำได้ หรือความสามารถในการกินอาหาร คำตอบคือสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่พฤติกรรมที่เกิดจากประสบการณ์ แต่เป็นความสามารถที่ถูกฝั่งมาในสายพันธุกรรมเพื่อรับประกันความอยู่รอดของ “แบบ” DNA นั้นๆ

    กับคำถามที่ว่าเรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไรนั้น ถ้าตอบในเชิงของรูปแบบ จะได้ดังนี้
    ”เรามีชีวิตอยู่เพื่อดำรงความมีอยู่ของรูปแบบ” ถ้าพูดให้ชัดเจนคือธรรมชาติสร้างให้เราเป็นตัวแทนความดำรงอยู่ของแบบ.
    คำถามคือ ทำไมต้องทำเช่นนั้น
    พิจารณาดูก้อนหินถึงมันจะแข็งแต่มันก็สูญเสียแบบของมันไปตลอดเวลามันถูกกัดกร่อนไปเรื่อยๆ ธรรมชาติต้องการที่จะสร้างแบบที่สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมได้ สิ่งมีชีวิตจึงได้เกิดขึ้นนั่นเอง

    อาจมีบางคนสับสนและยกข้อถกขึ้นมาว่าจริงๆแล้วเราไม่ได้อดทนต่อการเปลี่ยนแบบเลย เราสามารถถูกทำลายได้ง่าย ง่ายมากกว่าก้อนหินก้อนนึง
    คำตอบของคำถามนี่คือธรรมชาติไม่ได้พยายามสร้างให้ปัจเจกบุคคลดำรงอยู่ได้ แต่ต้องการทำให้”เรา”ดำรงอยู่ได้ เราจึงต้องมีการเผชิญกับสภาพแวดล้อมต่างๆนานาๆ และต้องต่อสู้เพื่ออยู่รอด จากนั้นเราจะถ่ายทอด “แบบ” ที่ควรอยู่รอดนี่ไปยังรุ่นถัดไปเรื่อยๆ ดังนั้นเราถึงดำรงอยู่

    ถ้าปราศจากรูปแบบแล้วเราจะไม่มีอะไรเลย อย่างน้อยที่สุดก็ข้อความที่กำลังอ่านอยู่นี้ก็อยู่ในรูปแบบที่เรียกกันว่าภาษา.

    เกิดเป็นโจร ทำตัวแบบโจรยอมไม่ผิด

    อันนี้เป็นลักษณะของุมุมมองที่ยอมแพ้ต่อโลก และยอมรับว่าตอนเองนั้นไม่มีทางเลือก
    เป็นการโยนความผิดทั้งหมดให้ปัจจัยแวดล้อม คนเหล่านี้มักจะมีปัญหาในเรื่องการตัดสินใจ
    เนื่องจากมีความกลัวผลกระทบที่จะตามมาหากผิดพลาด

    เราจะมีนิยามคำว่า “ผิด” “ถูก” หรือว่า “ดี” “ไม่ดี” ซะก่อน สิ่งเหล่านี้บางคนอาจจะประหลาดใจและไม่เห็นด้วยกับผมอย่างรุนแรง
    แต่สิ่งที่เป็นความ ดี ไม่ดี นั้นสังคมเป็นผู้กำหนด ถ้าหากเราเกิดในสังคมที่ทุกคนเห็นว่า การเรียงกระป๋องโค้กให้สูงที่สุดได้เป็นเรื่อง
    ที่ดีและน่าภูมิใจ คนในสังคมนั้นก็จะมีแนวโน้มที่จะแข่งขันกันเรียงกระป๋องโค้กเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากคนใน “สังคม” นั่นเอง
    อาจจะมีมหาวิทยาลัยที่เปิดเพื่อเรียงกระป๋องโค้กไปจนถึงระดับปริญญาเอกเลยที่เดียว

    สิ่งที่ผมยกตัวอย่างมานี้อาจจะเป็นเรื่องที่ดูสุดขั้วและไม่น่าจะเป็นความจริงได้เลยเราลองมาดูตัวอย่างที่เป็นจริงมากขึ้นอีกหน่อย
    ”สังคม” ตะวันตกนั้นมีธรรมเนียมว่าเมื่อลูกอายุเกิน 18 ปีแล้วก็ถึงเวลาที่ลูกจะต้องแยกตัวออกจากผู้ปกครอง เด็กคนไหนที่ไม่แยก
    ตัวออกไปก็จะถูกมองว่ามีปัญหาและไม่มีความสามารถในการใช้ชีวิต ซึ่งขัดแย้งกับสังคมไทยโดยเฉพาะสังคมชนบท การที่ลูกแยกตัวออกไป
    นั้นแสดงถึงการไม่ดูแลเอาใจใส่ การไม่รักครอบครัว และอาจจะถูกมองว่าเป็นเด็กมีปัญหาเป็นต้น

    สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันอย่างดีว่า”สังคม”เป็นตัวกำหนดความ”ดี” “เลว”
    อาจมีคนแย้งว่าถ้าเป็นแบบนี้ เกิดเป็นโจร ทำตัวแบบโจรยอมไม่ผิด นั่นเป็นคำพูดที่ถูกต้องอยู่แล้ว

    คำกล่าวนี้จะเป็นจริงก็ต่อเมื่อ”ทุกคน”ในสังคมนั้นเป็นโจรกันหมด หรือก็คือ คนส่วนมากในสังคมนั้นเห็นพ้องกันว่า
    ”การเป็นโจร” เป็นสิ่งที่”ดี” แต่ถ้าไม่ใช่ การทำตัวแบบโจรนั้นยอมผิดและไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่ว่าคุณจะเป็นอะไรก็ตาม

    นี่คือปัญหาพื้นฐานของคนที่ทำผิดผลาดอยู่บ่อยครั้ง นั่นคือการปิดตนเองและไม่รับรู้สังคม ยกความเชื่อตนเองเป็นใหญ่
    คนเหล่านี้จะทำตาม “กฏ” ของตนเองอย่างเคร่งครัด แต่ “กฏ” เหล่านั้นจะไม่มีเปลี่ยนแปลง ตัดขาดจากความเป็นจริงภายนอก
    เพราะว่าโลกภายนอกนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การทำเช่นนี้จึงก่อให้เกิดปัญหาในหลายๆครั้งที่ความเชื่อของตนเองนำไปสู่การปฏิบัติ
    หรือก็คือการตอบสนองต่อโลกภายนอกนั่นเอง

    7/4/2009

    นินทากาเลเหมือนเททิ้ง

    มีผู้ชมทางบ้านถามกันเข้ามาว่าทำไมคนเราต้องนินทา
    วิเคราะห์กันแบบถึงแก่น

    ผู้อ่านทุกคนคนจะไม่มีใครไม่เคยนินทาผู้อื่นในเรื่องเล็กๆน้อยๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นธรรมชาติของพฤติกรรมทางสังคม
    พึ่งสังเกตว่าทุกครั้งที่เราพูดนินทาผู้อื่นเราจะรู้สึกว่าเรามีความ "เหนือกว่า" ในเรื่องนั้นๆเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ถูก "นินทา"
    จุดประสงค์หลักโดยเนื้อแท้ของการนินทาว่าร้ายคนอื่นโดยที่ไม่มีมูลเหตุอันสมควรหรือแม้กระทั่งอีกฝ่ายไม่มีสิทธิจะตอบโต้นั้น
    โดยหลักทางจิตวิทยาแล้วไม่ได้มีอะไรมากไปกว่ากลไกพิเศษในการปกป้องตนเองทางจิต
    ได้แก่การหยิบยกประเด็นที่ผู้พูดนั้นจะลอยตัวอยู่เหนือประเด็นนั้น จากนั้นจะโจมตีผู้ที่ถูกกล่าวถึงในประเด็นนั้นๆ
    การกระทำเช่นนี้ อาจมีการเพิ่มความน่าเชื่อถือโดยการยกเอาเหตุผลเชิงเปรียบเทียบมาเสริมเพื่อให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน
    หรือการเพิ่มคุณค่าให้ตนเองโดยการนำเสนอความคิดที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นสิ่งที่ดีและใกล้เคียงกับสิ่งที่เรียกว่า "ดี" ในสังคมนั้นๆ
    เพื่อให้ตนเองเป็นที่ยอมรับในกลุ่ม ลักษณะของบุคคลที่ชอบกล่าวร้ายคนอื่นอยู่บ่อยๆนั้น เชื่อกันว่าจะมี "ปม" ที่เกิดจากการเลี้ยงดูในวัยเด็ก
    และไม่มีการพัฒนาภาวะทางอารมณ์ หรือการพัฒนาภาวะทางอารมณ์ถูกขัดขวาง ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติคือ "จิต"
    จะต้องหาสิ่งทดแทนเพื่อปกป้องอัตตาของตนเองไว้ กล่าวคือเพื่อเป็นการย้ำให้ตนเองเชื่อว่าตนเองนั้นดีที่สุดและตัวตนของตนเองนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
    พึ่งสังเกตว่าความพึ่งพอใจ ในลักษณะของการนินทาว่าร้ายนั้นจะไม่คงอยู่ยาวนานนัก ผู้ที่มีพฤติกรรมจึงมีแนวโน้มที่จะกระทำซ้ำๆเพื่อที่จะได้"เสพ"
    ความสุขที่ได้รับจากความรู้สึกกว่าตนเองเป็นผู้ชนะ นอกจากผู้พูดแล้ว มีความเป็นไปได้ว่าผู้ฟังที่มีลักษณะพื้นฐานทางจิตใจที่คล้ายคลึงกัน
    จะพลอยได้รับอานิสงค์ของการ"เสพ"ความพึ่งพอใจอันนี้ด้วย และในที่สุดจะเป็นความรู้สึกในลักษณะพวกพ้อง กล่าวคือความรู้สึกว่า
    ตนเองได้มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องและมีความใกล้ชิดกับผู้พูดมากขึ้น มีสิ่งที่รับรู้ร่วมกัน นั่นคือมีคนที่ยอมรับอัตตาของตนมากขึ้น

    ปกติแล้วการนินทานั้นจัดเป็นพฤติกรรมทางสังคมที่จะกระชับความสัมพันธ์กันในกลุ่มทางสังคมนั่นๆ เราจึงมักสังเกตได้บ่อยครั้งว่า
    ผู้ที่กระซิบกระซาบกันนั้น มักจะอยู่ในลักษณะความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเช่น คนรัก เพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัว.
    ผู้ที่มักนินทาว่าร้ายผู้อื่นอยู่บ่อยครั้งมากจนเกินพอดี จัดเป็นความผิดปกติทางจิต
    ผู้ป่วยจะมีพฤติกรรมใกล้เคียงกับผู้ที่ติดยาเสพติดนั้นคือ ต้องค้นหาสิ่งที่จะมาบำบัดความต้องการหรือ"เสพ"มากขึ้นเรื่อยๆ
    จนท้ายที่สุดผู้ป่วยจะมีลักษณะผิดปกติทางจิตอันได้แก่การสูญเสียความสามารถในการรับรู้โลกภายนอก ความเคารพในตนเองและผู้อื่นเป็นต้น

    ท้ายนี่มีคำดีๆเอาไว้เตือนใจก่อนที่จะว่าร้ายผู้อื่นทั้งต่อหน้าและลับหลัง

    ก่อนจะว่าร้ายผู้อื่นในพิจารณาตนเองก่อนว่าเราไม่มีลักษณะเช่นนั้นใช่หรือไม่
    ถ้า "ใช่" เราไม่ควรนินทาว่าร้ายคนอื่นเนื่องจากเรามีในสิ่งที่คนที่เรากล่าวถึงไม่มี นั่นหมายความว่าเราไม่ "ขาด" และจิตของเราไม่ต้องการกลไกปกป้อง
    ทำนองเดียวกับที่เจ้านายไม่นินทาบ่าว พ่อแม่ไม่นินทาลูกนั่นเอง เพราะว่าบุคคลเหล่านี้ล้วนแต่อยู่ในสถานะที่สูงกว่าทั้งสิ้น

    ถ้า "ไม่ใช่" เราไม่ควรว่าร้ายคนอื่นเพราะเปรียบเสมือนการว่าร้ายตนเอง ผู้คนที่ได้รับฟังอาจจะรู้สึกสมเพชเราเองก็เป็นได้

    คราวหน้าเราจะมาต่อกันที่ "มุมมอง" ของผู้ที่มักจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต
    การมองโลกในลักษณะ "เกิดเป็นลูกโจร ทำแบบโจรยอมไม่ผิด" หรือ "ตัวเราเป็นอย่างนี้ เราเป็นตัวของตัวเอง เราไม่ผิด"
    อันนี้เป็นลักษณะของคนที่ยอมแพ้และจะเชื่อมโยงไปถึงพฤติกรรมต่างๆที่ทำให้ล้มเหลว...ในตอนหน้าครับ.