Songphon's profileSongphon's amusing blog.PhotosBlogListsMore Tools Help

Programming

Loading...Loading...
11/20/2009

วิธีการคิดสร้างสรรค์

1. การรวบรวมข้อมูล - ในขั้นตอนนี้คุณจะต้องอ่าน อ่าน อ่าน ศึกษาให้มากที่สุด ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือสมองจะรับไหว

2. การเชื่อมโยง - ในขั้นต้องนี้เราจะต้องเริ่มใช้จินตนาการในการเปรียบเทียบ ความรู้ต่างๆที่เรารวบรวมมาได้จากขั้นตอนแรก ข้อดีข้อด้สยจุดเหมือนจุดต่างของความรู้แต่ละอย่างที่เราได้ค้นคว้ามา

3. การคิดโดยจิตใต้สำนึก - ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ในขั้นนี้เราจะปล่อยให้พลังที่น่ามหัศจรรย์ของสมองเราทำงานต่อไป โดยการปล่อยวาง ละทิ้งทุกอย่าง หยุดคิด อาจจะออกไปเที่ยวพักผ่อน เป็นระยะเวลาหนึ่ง เปลี่ยนสภาพแวดล้อมต่างๆ หนีออกจากสิ่งกระตุ้นเตือนทุกอย่างที่จะทำให้เรานึกถึงงานหรือภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ อันจะทำให้เกิดความเครียดขึ้นภายในสมอง และจะทำให้จิตไร้สำนึกเปลี่ยนไปทำงานอย่างอื่น

4. Bing! - ในขั้นตอนนี้จะเป็นปรากฏการณืที่คล้ายกับเราแก้ไขปริศนาได้ โดยแต่ละคนจะมีอาการแตกต่างกันไป เช่น มองเห้นได้ชัดเจนขึ้น ได้ยินเสียงรอบตัวเหมือนกับทุกๆอย่างหยุดนิ่ง สำหรับตัวผู้เขียนเองจะรู้สึกขนลุกทุกครั้งที่เกิดความรู้สึก “บรรลุ” ขึ้น ขั้นตอนนี้จะเกิดขึ้นกินเวลาไม่กี่นาที แต่ปัญหาทุกอย่างที่พยายามจะแก้ไขมานั้นจะเหมือนกับมีคำตอบผุดรอขึ้นมาเป็นลำดับไปเรื่อยๆ 1 – 2 – 3 – 4 อาการแบบนี้ทางพระเรียกว่าได้ดวงตาเห็นธรรมหากเป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรม หรือทางโลกก็ต้องเรียกว่าบรรลุเคล็ดวิชา ทุกๆครั้งที่เกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้น มุมมองของต่อปัญหาจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากปัญหาที่ขมวดปมจนแทบจะไม่รู้เริ่มตรงไหนก่อนดีก็จะดูว่า ง่ายดาย เหมือนกับเป็นคนละเรื่องกัน สิ่งเหล่านี้เป็นความอศัจรรย์ของสมองเราที่รับประกันได้ว่า มีกันทุกคน แต่เราจะต้องให้เวลากับมัน ขอให้โชคดี

10/13/2009

ความแตกต่างระหว่างมนุษย์และเครื่องจักรในการประมวลบทสนทนา(Discourse processing)

“บนโต๊ะมีหนังสือเล่มหนึ่ง”

มนุษย์: หนังสืออะไร? ของใคร? โต๊ะตัวไหน? สีอะไร? แล้วยังไง? โต๊ะมีเก้าอี้ไหม? อยู่ในห้องอะไร? หนังสือเก่าไหม? หนังสือเปิดหรือปิดอยู่?

เครื่องจักร: หนังสือเล่มหนึ่งสมมติว่าชื่อ a วางอยู่บนโต๊ะสมมติว่าชื่อ b สรุป a อยู่บน b.

-----------------------------------------------------------------------------------------

“ไอ้ปื้ดหิวข้าวมาก ปวดท้องจะตายอยู่แล้ว”

มนุษย์: ทำไมปื้ดหิวข้าว –> ปื้ดไม่ได้กินข้าว, ทำไมปื้ดปวดท้อง –> เพราะว่าหิวข้าวและไม่ได้กินข้าว, ปื้ดอาจเป็นโรคกระเพาะ, หรือว่าปื้ดเป็นผู้หญิง? –> ปวดประจำเดือน? --> ถ้าปื้ดเป็นชายทำไมปวดประจำเดือนไม่ได้?, ปื้ดอยากเข้าห้องน้ำ –> ปวดขี้?

เครื่องจักร: ทำไมปื้ดหิวข้าว –> ปื้ดไม่ได้กินข้าว, ทำไมปื้ดปวดท้อง –> เพราะว่าหิวข้าวและไม่ได้กินข้าว.

-----------------------------------------------------------------------------------------

มนุษย์มีความสามารถในการแปลบทสนทนาแบบกำกวม โดยไม่พยายามที่จะกำจัดความกำกวมนั้น แต่เป็นการตั้งข้อสมมติและให้เหตุผลไปหลายๆทาง แตกกับคอมพิวเตอร์ที่ไม่สามารถประมวลผลกับความกำกวมได้ เพราะการทำงานต้องการคำสั่งที่ชัดเจนทุกๆคำสั่ง

NLP ตอนนี้ทุกคนก็มุ่งไปที่การกำจัดความกำกวม แต่ผมมีความเชื่อที่ต่างออกไป

ผมเชื่อว่าความกำกวมนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อจะคงลักษณะความหมายแบบ dynamic ของภาษาไว้
พูดง่ายๆก็คือ ภาษานั้น ถ้าหากเราพิจารณาประโยคหนึ่งๆ เมื่ออยู่ต่างบริบท(context) กันสามารถที่จะแปลความได้
หลายความหมาย อันนี้นักภาษาศาสตร์ทุกคนตระหนักดี

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือภาษานั้นถึงแม้จะในบริบทเดียวกัน ก็สามารถถูกแปลความหมายได้มากกว่าหนึ่งทาง
และความหมายเหล่านี้ จะต้องไม่ถูกกำจัดทิ้ง ผ่านการกำจัดความกำกวม!
หากเรากำจัดมันทิ้ง
ไม่มีอะไรสามารถรับประกันว่าสิ่งนั้นจะเป็นความหมายที่เราไม่ต้องการ ยกตัวอย่างเช่น

บริบทของการท่องเที่ยว

“ท้องทะเลไทยสวยงาม เหมาะเป็นแหล่งพักผ่อน”

แปลความได้หลายอย่าง คือ
หมายถึงใต้ท้องทะเล? –> ต้องดำน้ำไปดู –> พักผ่อนโดยการดำน้ำ?
หรือหมายถึงทะเลร่วมถึงชายหาด? –> พักผ่อนแบบไหน?

ยังมีประโยคอีกหลายแบบที่ได้ความหมายมากกว่าหนึ่งอย่างในบริบทเดียวกันเช่น

“อยุธยาในตอนกลางคืนน่าท่องเที่ยวมาก โดยเฉพาะตามโบราณสถานที่มีประวัติยาวนาน”

ความหมายที่ 1 : อยุธยาน่าท่องเที่ยวจริงๆในตอนกลางคืนเพราะจะสวยงาม
ความหมายที่ 2 : อยุธยาน่าท่องเที่ยวในตอนกลางคืนเพราะจะได้เจอผี
ความหมายที่ 3 : อยุธยาไม่น่าเที่ยวเลยโดยเฉพาะในเวลากลางคืนไม่เชื่อไปลองดูสิ

จะสังเกตว่าแม้แต่ในบริบทเดียวกัน "ผลของการตีความไม่เพียงแต่ขึ้นอยู่กับบริบทเท่านั้น แต่ขึ้นกับประสบการณ์แวดล้อมที่ผู้รับสารได้ประสบมาอีกด้วย” และการตีความนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้หากได้รับข้อมูลใหม่ๆ เช่นคนที่ไม่เชื่อเรื่องผีที่ตีความเป็นความหมายที่ 2 กลับกลายเป็นตีความหมายเป็นประโยคที่ 3 เมื่อเจอผีดังนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากที่จะต้องคงความกำกวมไว้เพื่อการตีความใหม่โดยการให้เหตุผลแบบลดทอนได้ (defeasible logic) ซึ่งเครื่องมือที่เหมาะสมในการให้เหตุผลในลักษณะนี้คือ abstract argument framework(Dung 1995).